เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๗ ก.ค. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมเพื่อหัวใจของตน ให้มันมีความปกติสุขไง

ความยุติธรรมๆ เราเรียกร้องความยุติธรรม โลกก็เรียกร้องความยุติธรรม แต่กิเลสกับธรรมมันไม่มีความยุติธรรมในหัวใจของตนไง

เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินะ ถ้าจิตมันสงบระงับขึ้นมา มันมีความสุขของมัน สุดท้ายแล้วมันคลายตัวออกมา กิเลสมันก็เหยียบย่ำทำลาย มันไม่มีความยุติธรรมไง มันเบียดมันเบียนกัน

ถ้ามันเบียดมันเบียนกันนะ เรามีสติปัญญา สติสามารถยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกที่มันทุกข์มันยากได้อารมณ์ความรู้สึกที่มันทุกข์มันยากไง มันสะเทือนใจ มันคุ้ยเขี่ยเอาขึ้นมาคิดอยู่ตลอดเวลา

ถ้ามีสติปัญญา มันเท่าทันความคิดของตน เรื่องอย่างนี้มันคิดแล้วคิดเล่า แล้วถ้ามันมีสติปัญญานะ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ถ้าเราคุ้ยเขี่ยไปถึงอดีตชาติที่เราสร้างสมมา มันยิ่งจะเศร้าหมองยิ่งกว่านี้

ถ้าเรามีสติปัญญา เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนปัจจุบันธรรมๆ

ปัจจุบันธรรมคือปัจจุบันนี้ สิ่งที่ทำมาแล้วที่มันดีงาม สิ่งนั้นเราปลื้มใจ สิ่งใดที่ทำมาแล้วมันเสียใจๆ

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งใดที่ทำแล้วเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ สิ่งนั้นไม่ดีเลย

แต่ทำไมทำล่ะ

ทำเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำเพราะขาดสติไง แต่ถ้ามีสติปัญญา มันจะยับยั้งของมัน แล้วสร้างคุณงามความดีๆ

คุณงามความดี เราให้คุณงามความดีกับหัวใจของตน นั่งสมาธิ ทำให้มันสงบสุขขึ้นมา

รดน้ำพรวนดิน ต้นไม้มันเติบโตขึ้นมา เรายังภูมิใจเลย ถ้าหัวใจมันปกติสุข เรายิ่งภูมิใจใหญ่ หนึ่ง ภูมิใจด้วย ได้ลิ้มรสของธรรมด้วย ได้มีดวงตาเห็นธรรม เห็นสติ เห็นสมาธิ เห็นปัญญาในพระพุทธศาสนา มันตื่นเต้นๆ ตื่นเต้นแล้วมันก็หลุดไม้หลุดมือจากเราไป เราก็ฝึกหัดของเราอีก เริ่มต้นของเราอีก ทำชำนาญในวสีให้เป็นสมบัติของตน

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นสมบัติของเขา อริยทรัพย์ๆ มันเป็นสมบัติของใจดวงนั้นที่ขุดคุ้ยค้นคว้าหาขึ้นมาได้ ถ้ามันหาขึ้นมาได้ มันก็เป็นสมบัติของหัวใจดวงนั้น

ไอ้เราก็ฟังจนชินหู พูดจนชินปาก หัวใจมันมืดตื๋อ

เราก็ฝึกหัดของเราไง ฝึกหัดของเราเพื่อความปกติสุขของเราไง

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง มีศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดปัญญาขึ้นมารอบหนึ่ง

ปัญญาจากภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากความมหัศจรรย์ ไม่ใช่ปัญญาจากตำรา ปัญญาวิจัย ปัญญาขุดค้น เขาทำวิจัยแล้ว มันน่าเชื่อถือ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวิจัยฆ่าพญามารตายไปต่อหน้าต่อตา จนมารคร่ำครวญร้องไห้ไปฟ้องลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่วิจัยหรือ ยิ่งกว่าวิจัยอีก ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แต่เราทำไม่ได้

ไอ้ที่ทำๆ กันมันก็โป้ปดมดเท็จ นี่ไง มันไม่ให้ความยุติธรรมกับใจของมันไง มันเลยได้ลิ้มรสของกิเลสที่มันล่อมันลวงไง

แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา อริยสัจมีหนึ่งเดียว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ มหัศจรรย์ด้วยมรรค ๘ มันเป็นความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา ถ้าเรามีอำนาจขึ้นมา เพราะมันเป็นความมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา มันถึงเป็นที่น่าเชื่อถือกราบไหว้บูชา

ไอ้พวกที่ล้มลุกคลุกคลานน่ะ แล้วถ้าไม่เป็นจริง สิ่งนั้นน่ะ มันก็รู้อยู่แก่ใจไง เพราะอะไร เพราะมันสงสัย เพราะอะไร

เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติพิจารณากายๆ มันปล่อยแล้ว มันปล่อยแล้ว แล้วมันคืออะไร แล้วมันเป็นอย่างไร

แต่ถ้ามันสมุจเฉทปหาน มันขาด ดั่งแขนขาด กิเลสมันขาดไปเลย

คนเรามันหนักอึ้ง แล้วมันละกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันเบาหวิวขึ้นมา มันไม่รู้เลยหรือ เบาหวิวๆ เพราะอะไร แล้วเบาหวิวๆ มันฟื้นขึ้นมาได้อีกหรือไม่

ถ้าไม่สมุจเฉทปหาน มันฟื้นขึ้นมาชั่วคราวๆ มันฟื้นขึ้นมาอีก แล้วฟื้นขึ้นมาแล้วนะ สู้มันไม่ได้ด้วย เพราะมันรู้ทัน ครั้งที่แล้วผิดพลาดไป ให้เขาใช้ศีล ใช้สมาธิ ใช้ปัญญา ลบล้างจนเราเกือบเสียตัว คราวนี้เราเต็มที่เลย มันพลิกมันแพลง

การต่อสู้กับกิเลสในหัวใจของตน ครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัตินะ เวลาปัญญามันเคลื่อน โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ แล้วมันสนุกครึกครื้น ว่าอย่างนั้นเถอะ มันมีแพ้มีชนะ แล้วเวลาแพ้นะ นั่งคอตกเลย เพราะอะไร มันแพ้อยู่ข้างในไง บอกใครได้ แล้วใครจะช่วยเหลือได้ เวลาพ่ายแพ้นะ นั่งคอตกเลย

เวลาหลวงตาท่านเล่าไง ท่านอดอาหาร อดอาหารแล้วมันภาวนาดีมากเลย แต่ถ้าไม่ฉันมันก็จะตาย วันนั้นคำนวณดูแล้วว่าจะไปได้ เดินไปครึ่งทาง นั่งลงนะ เดินไม่ไหว โอ้โฮ! น้ำตาร่วง เวลาแพ้ “เออ! มึงเอากูขนาดนี้นะ”

มึงคือใครล่ะ

มึงคืออวิชชา คือพญามาร แล้วมันอยู่ในหัวใจของตน เราเคยชนะมัน ตอนอดอาหาร โอ้โฮ! มันผ่องแผ้ว มันมหัศจรรย์ แต่คนถ้าไม่กินข้าวมันก็ตาย ถ้าตายแล้ว กิเลสยังไม่ตาย มันน่าเสียดาย

คนมีสติมีปัญญา เห็นไหม อย่างนั้นคำนวณว่าเราอดจนกว่ามันจะพอเดินไปถึงที่บิณฑบาตได้ ไปถึงครึ่งทางไม่ไหว นั่งลง น้ำตาไหลนะ “มึงเอากูขนาดนี้นะ ถ้ากูมีกำลังขึ้นมา กูจะไม่ไว้หน้ามึงเลย”

มันเหมือนกับนิยาย มันเหมือนกับเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเขาไม่เห็นของเขา เขาไม่รู้ของเขา เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรผิดอะไรถูก เขาไม่เห็นของเขา ไม่รู้ของเขา เขามีแพ้มีชนะได้อย่างไร

เวลามันชนะขึ้นมา โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ แต่คนเรามันต้องมีปัจจัย ๔ ไง ชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร อากาศ ออกซิเจน อาหาร มันต้องการอยู่แล้ว มันต้องการเพื่อรักษาชีวิตนี้ไว้ รักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลามันเจ็บช้ำน้ำใจ นั่งคอตก นั่งน้ำตาไหลอยู่คนเดียวเท่านั้นน่ะ

เราเคยมี วงการพระ เวลากิเลสมันหลอกนะ ถ้ามึงเผาตัวมึงเองนะ มึงจะสำเร็จไปพร้อมกัน แล้วมันก็จะจุดไฟเผาหลายที แล้วพระก็พยายามช่วยเหลือดูแลกัน แต่คนมันจะทำ เวลามันเผลอ ไปเผา ตาย แล้วมันสำเร็จไหม

มันเป็นไปได้อย่างไร ไฟเผาน่ะ มันไม่ใช่ตบะธรรม มันเป็นฟืนเป็นไฟ เป็นอุณหภูมิที่ร้อน ที่ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้ผิวหนังลอกจนสิ้นชีวิตไป มันเป็นปัญญาตรงไหน มันเป็นมรรคตรงไหน แต่มันก็เชื่อไง

เวลาคนที่เวรกรรมมันให้ผล มันคิดขึ้นมาอย่างนั้น วิตกขึ้นมาเอง โอ้โฮ! ถ้าเผาตัวเองนะ จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปเลย

ทั้งๆ ที่เป็นพระ เป็นนักปฏิบัตินะ แล้วพระเพื่อนๆ ก็ดูแลกัน ช่วยกันดับ ช่วยกันโน้มน้าว แต่ถึงที่สุดแล้ว เพราะเราก็เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นแหละ แต่สุดท้ายอยู่แล้วมันก็ต้องจากกันไป พอมาเจอพระที่เคยอยู่ด้วยกันถาม พระองค์นั้นเป็นอย่างไร

เผาตัวเองตายไปแล้ว

มันสังเวช ความเชื่อไง นี่เวลากิเลสมันหลอก เราว่าทำอย่างนั้นจะดี ทำอย่างนั้นจะดี แล้วดีไหม แต่ถ้าเราทำอย่างนั้นจะดีๆ โอ้โฮ! มันยุบยอบลงเลยนะ

เวลาเราวิตกวิจารณ์ เวลาเราทุกข์ยาก เวลาเราฟุ้งซ่าน อารมณ์เป็นอย่างไร เวลามันสงบสุข โอ้โฮ! โอ้โฮ! มันเป็นอย่างไร เรารู้ได้ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เรารู้ได้

อาจารย์สอน อาจารย์เทศน์ นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ ถ้าเราไม่เป็นๆ ก็สงสัย เอ๊ะ! เป็นจริงหรือวะ เฮ้ย! มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือวะ แต่พอมันไปนะ พอไปถึงบอก อาจารย์ สบตาจบ คำถามพูดคำเดียว ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด แล้วเป็นอย่างไร

นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัว เวลาคนที่อวดอ้างว่าภาวนาเก่งไง

“อ้าว! ก.ไก่ ก.กา ว่ามา”

เราสะกด ก.ไก่ ก.กาไม่เป็น แล้วจะเขียนหนังสือเป็นไหม เราเขียนหนังสือไม่เป็น เราจะมีการศึกษาขึ้นมาได้ไหม

ก.ไก่ ก.กาว่ามา เริ่มต้นเขียนอย่างไร แล้วเริ่มต้นมันจะแบบว่ารวมคำอย่างไร แล้วเวลาเราจะเรียงความอย่างไร

คนเขียนหนังสือเป็น โอ้โฮ! เขาเรียงความ ฟังแล้ว โอ้โฮ! ลื่นเลย ไอ้เรานะ กระโดกกระเดก ไปไหนมาก็ไม่รู้ เป็นไปไม่ได้

ก.ไก่ ก.กาว่ามา

เริ่มต้นจากพื้นฐาน มีสติมีปัญญาของเรา ถ้าพื้นฐานเราสกปรก ศีล ทุศีลน่ะ ถ้าเป็นฌานสมาบัติมันก็ส่งออกทั้งนั้นน่ะ ถ้าศีลสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม เวลามันสงบสุข สงบสุขโดยตัวของเราไง มันไม่มีอะไรคอยทิ่มคอยตำ ไม่มีอะไรคอยคุ้ยคอยเขี่ย ไม่มีอะไรทำให้เราฟุ้งเราซ่าน

แต่กิเลส ที่กว่าเราจะพุทโธ เราจะใช้ปัญญาอบรมสมาธิ กว่าจิตมันจะสงบได้ มันต้องต่อสู้กับความลุ่มหลง ความไม่เข้าใจ นั่นคือพญามารทั้งนั้น แล้วเราก็ใช้สติปัญญา เห็นไหม เหมือนทานข้าว

ไก่เขากินเนื้อ เขาไม่กินกระดูก อารมณ์ที่มันเข้ามา อะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ เราพิจารณาของเราได้ เราแยกแยะของเราได้ แล้วเราวางของเราได้ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าพุทโธๆ นะ บังคับ มันจะแฉลบ มันจะส่งออก มันจะคิด พุทโธๆ ให้มันกลมกลืนกัน แล้วพอมันต่อไปเรื่อยๆ ถ้ามันเป็นสัมมาทิฏฐิ พุทโธง่ายขึ้น พุทโธสมดุลขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ต้องพุทโธ มันพุทโธเองเลยนะ มันท่องให้เลย ถ้ามันดีขึ้น มันดี มันมีน้ำไง น้ำแล้ง น้ำปานกลาง น้ำท่วม มันสูง มันต่ำ จิตใจของคน

แล้วไม่ต้องไปเทียบใคร ใจเรา อย่าเทียบคนอื่น เวรกรรมของคนไม่เหมือนกัน คนอื่นเขาทำอย่างไรแล้วดีงาม สาธุ อนุโมทนากับเอ็ง ไอ้คนที่ทำไม่ได้มันทุกข์มันยากนะ ก็เห็นใจ เพราะเวรกรรม กรรมของใคร กรรมมันให้ผล มันปิดหูปิดตา

อย่างที่พูดให้ฟัง ที่ว่าเผาตัวเองตาย เราเห็นๆ กับตา เราอยู่ในเหตุการณ์หมดน่ะ เห็นมาทั้งนั้น เวลามันให้ผล มันถึงกลัวไง ไม่ใช่กลัวเขานะ กลัวกิเลสเรา โอ้โฮ! ถ้าวันไหนสติปัญญาเราอ่อน ถ้ามันคิดขึ้นมาอย่างนั้นจะทำอย่างไร ถ้าสติเราไม่ดี เพราะมันรู้มันเห็นเขาแล้ว เขาทำไง เขาทำ เราทำบ้างไหม เขาดีไง เราอยากดีกว่าเขาไง แล้วดีของใคร

เราไม่ต้องการดีอย่างนั้น เราไม่ต้องดีให้ไฟเผา เราดีต้องให้มีตบะธรรม มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาแผดเผากิเลสในใจของตน

แล้วกิเลสมันวิ่งหางจุกตูดนะ เวลาปัญญามันแก่กล้า มีกำลังของสมาธิ กิเลสมันหลบหมดน่ะ แล้วมันโล่งมันโถง มันดีไปหมดน่ะ

อย่าเผลอนะ ถ้าเผลอนะ พอมันขลุกขลัก เดี๋ยวมันโผล่มานะ แล้วกระทืบแบนเลย แล้วกว่าจะเอาคืนได้นะ โอ้โฮ! เจียนตาย

จะเอาคืนได้นะ ต้องอดนอน ต้องผ่อนอาหาร ต้องสู้กับมันเต็มที่ จนกว่ามันจะสงบได้

มันมั่นใจ มั่นใจในการประพฤติปฏิบัติ ถ้าเราถูกต้องชอบธรรม ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ศีล สมาธิ ปัญญาต้องเกิดขึ้นกับใจดวงนั้นแน่นอน

แต่ที่เราทำกันอยู่นี่มันไม่ถูกต้องชอบธรรม มันเอียงกระเท่เร่ มันอ้อนวอนขอ มันต้องการให้เป็น แต่เหตุมันไม่สมควรกับมัน มันไม่สมควรไง อย่างเช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ยอกๆ แยกๆ ทำอย่างนั้นน่ะ เด็กเล่นขายของดีกว่ามึง

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเจ็บนะ

หมาน่ะมันมี ๔ เท้า มันวิ่งไปวิ่งมาดีกว่าเอ็งเดินจงกรมอีก

เวลาอวดรู้อวดเก่งนะ ท่านบอกว่า โง่ยิ่งกว่าหมาตาย หมามันตายแล้วมันไม่มีชีวิต มึงยังโง่กว่ามันอีกน่ะ

เวลาท่านเหน็บเอาๆ โอ้โฮ! มันถูกใจ จำมาจนเดี๋ยวนี้

นี่เหมือนกัน หัวใจของเราแท้ๆ แต่ทำไมเราให้พญามาร ให้ซาตานมันบีบบี้สีไฟ

แล้วซาตานมันไม่ได้เอาอะไรมาหลอกเราหรอก มันเอาความคิดเราน่ะ มันเอาปมในใจเรามาขยายความ

ซาตานมันจะไปเอาเรื่องจักรวาลมาหลอกเรา เราก็ไม่ตื่นเต้น เพราะไม่ใช่สมบัติของเราไง แต่อะไรที่มันคาใจเรานั่นน่ะ มันจะเอาอันนั้นน่ะมาปลุกเร้า แล้วเราก็ อู้ฮู! คิดตามนะ สุดท้ายแล้วก็น้ำตาไหล ตีอกชกตัว เราเป็นคนมีเวรมีกรรม เราเป็นคนทุกข์คนยาก ตีอกชกตัว

กิเลสมันบอกว่ากูทำสำเร็จแล้ว แล้วก็หลอกมึงอยู่อย่างนี้ หลอกแล้วหลอกเล่า

มีสติปัญญาเท่าทันมัน อดีต อนาคต ปัจจุบันเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราทำทาน รักษาศีล แล้วเราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

หลวงตาพระมหาบัวท่านยืนยัน เราทำบุญกุศลมากน้อยขนาดไหน มันเหมือนเขื่อน มันกั้นน้ำไว้ นั่นคือบุญกุศลของเรา จะเข้าใจ จะมีสติมีปัญญา ต้องฝึกหัดทั้งนั้น ต้องฝึกหัดภาวนา

เขื่อนมันกั้นไว้นะ เหนือเขื่อนน้ำเต็มเลย ใต้เขื่อนมีแต่ความแห้งแล้ง บุญและบาป แล้วเราล่ะ บุญเราก็ทำ บาปเราก็รู้ แล้วจะฝึกหัดมากน้อยขนาดไหน

วันพระๆ ไง ตั้งใจ

เราตั้งแต่ฝึกหัดปฏิบัติมา เน้นย้ำทุกที วันพระไม่นอน วันพระ วันโกน เนสัชชิกเลย แต่ถ้าวันธรรมดาก็ภาวนา แต่วันพระ วันโกนเป็นวันนักรบ เป็นวันที่เราจะต่อสู้กับกิเลสของตน วันพระ วันโกนนะ ทั้งคืน เต็มที่

เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีหนทาง มัคโค ทางอันเอก ฝึกหัดปฏิบัติให้เกิดอริยทรัพย์ขึ้นมาในหัวใจของตน

แล้วทรัพย์สมบัติของจักรวาลนี้มันมีค่าตรงไหน ไร้สาระ ถ้าใจเป็นธรรม เพราะธรรม รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง

รสในจักรวาลนี้ที่เขาแสวงหากันนี่ ธรรมะเหนือ ธรรมะมีคุณค่ามากกว่า แล้วเราทำไมไม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของตน เอวัง